ในฐานะกวียุคสงครามเย็น ภูมิทัศน์ทางวรรณกรรมของอังคาร กัลยาณพงศ์ เกลื่อนกล่นไปด้วยซากปรักหักพัง เขาเขียนถึงจิตกาธาน ฟอสซิล และเถ้าถ่าน เช่นเดียวกับที่มาของชื่อ “อังคาร” ซึ่งไม่ใช่นามเดิม แต่กร่อนมาจากประสบการณ์พังทลายในชีวิต “อังคาร” อาจแปลความหมายได้หลายสิ่ง หนึ่งในนั้นคือเถ้าถ่านที่เกิดจากการแตกดับเช่นเดียวกับที่ศิลปินได้ล่วงลับไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ทิ้งร่องรอยของความคิดและหลักฐานการเคยมีตัวตนเอาไว้ ผ่านผลงาน แบบร่าง และจดหมายเหตุ นิทรรศการ ถ่านเถ้าและกลายกลับ ตั้งต้นจากคำถามเกี่ยวกับร่องรอยเหล่านี้ เมื่อโอกาส จังหวะ ผู้คน กระดาษร่าง เอกสารเก่า จดหมาย พื้นที่ และเวลามาบรรจบกันในวาระครบรอบ 100 ปี เพื่อเชื้อเชิญให้ผู้ชมได้พบกับ อังคาร ของ อังคาร เศษเถ้าถ่าน และกระดาษของอังคารที่เหลือทิ้ง ตกค้างไว้เป็นมรดก ตัวแทน และรูปรอยความคิดของจิตรกร-กวี
การสลายในอีกนัยหนึ่งคือการรื้อถอนโครงสร้างเดิมเพื่อกลายไปเป็นสิ่งใหม่ การสลายเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป หรืออาจเป็นการเดินย่ำบนซากปรักหักพังเพื่อทวนถามถึงอดีตและจินตนาการถึงอนาคต ในนิทรรศการครั้งนี้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ ธาดา เฮงทรัพย์กูล ได้ย้อนรอยความคิดทางพุทธปรัชญาและอุดมคติเกี่ยวกับธรรมชาติในงานของอังคาร ผ่านการทดลองเชิงรูปแบบและการขยับเคลื่อนจากภูมิทัศน์เดิมไปสู่พื้นที่ใหม่ จากภาพแห่งอุดมคติไปสู่ความเสื่อมสลาย จากแสงสว่างทางปัญญาไปสู่แสงแห่งการทำลายล้าง
ร่องรอยของจดหมายเหตุซึ่งเป็นทั้งพื้นที่แห่งการจดจำและลบลืมถักทอกันขึ้นเป็นภาพเหมือนที่ไม่สมบูรณ์ของจิตรกร-กวี อันเกาะเกี่ยวอยู่กับบุคคลรอบตัวและประวัติศาสตร์ของยุคสมัย นักวิชาการด้านวรรณกรรมและด้านทัศนศิลป์ ประกอบด้วย จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร ประพันธ์ แจ้งกิจชัย และ อาทิตย์ ศรีจันทร์ ได้ร่วมกันตีความจดหมายเหตุของอังคาร กัลยาณพงศ์ เพื่อขบคิดเกี่ยวกับที่ทางของจิตรกร-กวี ในประวัติศาสตร์ศิลปะและประวัติวรรณกรรม รวมถึงสร้างบทสนทนาระหว่างทัศนศิลป์และวรรณศิลป์ อันเป็นมรดกทางความคิดที่สำคัญของอังคาร กัลยาณพงศ์
